เกี่ยวกับเรา .. โรงสีทวีรวมมิตร

โรงสีทวีรวมมิตร ถือกำเนิดขึ้น โดย “นายเกี่ย เจริญผล” ในช่วงปี พุทธศักราช 2480-2490 โดยเป็นโรงสีขนาดเล็ก เป็นเครื่องไม้แบบ โบราณที่สีครั้งเดียวแล้วออกมาเป็นข้าวสารเลย มีการแยกข้าวและ รำออกจากกัน แม้จะเป็นเทคโนโลยีสมัยเก่าซึ่งข้าวจะยังมีฝุ่นผงปน อยู่บ้าง แต่ชาวบ้านในละแวกตำบลสำมะโรงก็ได้อาศัยมาสีข้าว และ นายเกี่ยก็ได้รำข้าวไปเลี้ยงสัตว์ ต่อมาราวปีพุทธศักราช 2500 นายเกี่ยได้ขยายโรงสี เพิ่มกำลังการผลิต โดยหากสีข้าวตลอด 24 ชม. จะได้ข้าววันละ 5 ตัน นายเกี่ย ได้ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาอีกสามสิบปี จนถึงปี 2530 ก็ได้ยกกิจการโรงสีให้ลูกชายคนที่ 4 คือ “นายบุญรวม เจริญผล” ซึ่งเป็นบุตรชายที่คลุกคลีอยู่กับกิจการโรงสีมาตั้งแต่ยังเล็ก และมีความชำนาญในงานโรงสีมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ นายบุญรวม ในวัยสามสิบกว่าปีนั้นเพิ่งจะแต่งงาน และเพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่ บ้าน แต่ในขณะนั้น ยังอยู่บ้านภรรยาที่ตำบลบางจาน ต้องเดินทางไป กลับทุกวัน จึงได้ขอให้น้องชายซึ่งยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) มาช่วยงาน โดยตกลงกัน ว่า ... เมื่อก่อนเตี่ยสีข้าววันละ 5 ตัน สองคนพี่น้องมาช่วยกันน่าจะทำให้ ได้วันละ 10 ตัน เมื่อคิดว่าจะขยายกำลังการผลิต จึงได้ติดต่อซื้อ ข้าวเปลือกเพื่อมาสี และติดต่อช่างเพื่อมาปรับปรุงโรงสี แต่เมื่อ ช่างมาทำการขุดเสาตั้งร้านโรงสี ก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่นั่นคือ โรงสีที่มีอายุกว่าสี่สิบปี มีความทรุดโทรมมากโดยเสาตั้งร้านโรงสีขาดหมดทุกต้น ไม่สามารถทำการสีได้อีกเลย หากจะทำกิจ- การโรงสีต่อ มีเพียงหนทางเดียว คือสร้างโรงสีขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ในขณะนั้น นายบุญรวม ยังไม่มีเงินทุนมากพอที่จะทำการสร้างโรงสีได้ จึงเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ต่อมาเพื่อนคนหนึ่งของนาย บุญรวม ซึ่งเป็นนายหน้าจัดหาข้าวเปลือกมาส่งให้ ได้มาขอความช่วยเหลือว่า มีพรรคพวกพี่น้องที่เดือดร้อนมาก อยากจะขายที่ให้นายบุญรวมสักแปลงหนึ่ง โดยจะขอราคาสักหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท แม้นายบุญรวมจะบอกว่า ตนเองไม่มีเงินถึงขนาดนั้น เพราะตอนนี้อยากจะทำโรงสีใหม่ก็ยังไม่สามารถทำได้เลย แต่เพื่อนก็อ้อนวอนขอให้ช่วยเพราะมีความเดือดร้อนมากจริงๆ นายบุญรวมจึงได้ ตัดสินใจที่จะช่วยเพื่อน โดยได้ใช้เงินของตัวเองเจ็ดหมื่นบาท และไปขอยืมเงินน้องชายอีกเจ็ดหมื่นบาท รวมเป็นหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ซื้อที่แปลงนั้นเพื่อช่วยเพื่อน หลังจากซื้อที่แปลงนั้นมาระยะหนึ่ง แล้ว นายบุญรวมก็คิดจะทำความตั้งใจเดิม คือจะต้องขายที่แปลงนี้เพื่อจะเอาเงินมาปรับปรุงโรงสี ซึ่งก็ปรากฏว่าที่แปลงที่ซื้อไว้ มีคนมาติดต่อขอซื้อในราคาที่ได้กำไรพอสมควร ทำให้นายบุญรวม เกิดความมั่นใจว่า น่าจะขายที่แปลงนี้ได้ จึงได้ไปติดต่อกับร้านขายไม้ว่า ตนเองต้องการจะสร้างโรงสีขึ้นใหม่ตอนนี้ยังไม่มีเงินสด แต่พยายามจะขายที่แปลงหนึ่งอยู่ เมื่อได้เงินแล้วจะเอามาใช้คืนให้ จะได้หรือไม่ เจ้าของร้านไม้ก็ตกลง ให้เอาไม้มาสร้างโรงสีก่อน จากนั้นที่แปลงนั้นก็มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นหนึ่งล้านบาท และสองล้านบาทตามลำดับ เก้าเดือนต่อมานับจากวันที่ซื้อที่ นายบุญ รวมได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคาห้าล้านสี่แสนบาท เมื่อซื้อขายที่เสร็จแล้ว นายบุญรวมได้แบ่งเงินให้น้องชายครึ่งหนึ่ง จากนั้นนำเงินสองล้านกว่าบาทไปชำระหนี้ให้ร้านไม้ ซึ่งการสร้างโรงสี มีราคาที่เพิ่มขึ้นจากเดิมไปมาก เนื่องจากนายบุญรวมเห็นด้วยกับคำแนะนำของช่างว่าควรเพิ่มเติมบางอย่าง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิต เมื่อสร้างโรงสีเสร็จแล้ว ก็สามารถ ที่จะสีข้าวได้ถึงวันละ 80 ตัน ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ปรุงปรุงเพิ่มเติมทำให้สีได้มากถึงวันละ 120 ตัน หลังจากสร้างโรงสีเสร็จแล้ว นายบุญรวมได้ดำเนินกิจการต่อมาและมีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ โดยนายบุญรวม ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เป็นกำนันในปี พ.ศ. 2536 และโรงสี ทวีรวมมิตร ก็ยังได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2544-2545 จนกระทั่งประมาณปี 2551 นายบุญรวมได้แยกส่วนการผลิตกับน้องชาย โดยน้องชายได้ตกลงที่จะดูแลโรงอบ ข้าว และนายบุญรวมดูแลกิจการสีข้าวต่อไป แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว นายบุญรวมเห็นว่า ตนเองก็ได้ชำระหนี้สินต่างๆ จนหมดแล้ว ลูกก็เพิ่งจะเรียนจบ ประกอบกับการที่มีชาวบ้านมาร้องเรียนว่า โรงสีข้าวมีเสียงดังและมีฝุ่น จึงมีความคิดว่า อยากจะเลิกกิจการ แต่บุตรสาว (ศรินทิพย์ เจริญสิทธิพันธ์) ได้มาบอกว่า อยากจะขอทำกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 นายบุญรวมได้เห็นความตั้งใจของบุตร สาว จึงยินดีที่จะให้การสนับสนุน แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องฝุ่นและเสียง จึงได้ตกลงใจที่จะซื้อที่ใหม่ (พื้นที่โรงงานในปัจจุบัน) เพื่อตั้งเป็นโรงสีแห่งใหม่ โดยมีกำลังการผลิตวันละ 500 ตัน ซึ่งสามารถ เพิ่มได้สูงสุดถึงวันละ 1,000 ตัน

ที่มาของ .. ตรามงกุฏเพชร

ความคิดเรื่องการทำข้าวถุงของนายบุญรวมเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบ ปีก่อน ซึ่งยังเป็นยุคสมัยที่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่ทำกิน เป็นวงกว้าง ชาวบ้านจำนวนมากต้องพายเรือเพื่อเอาข้าวมาสี ต่อมาเมื่อมีความเจริญมากขึ้น มีการนำเครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่ เรียกว่า “โรงสีตู้” หรือ “โรงสีชุมชน” เข้ามาใช้ จึงได้รับความนิยม จากชาวบ้านเนื่องจากไม่ต้องเดินทางเอาข้าวมาสี ทำให้จำนวนข้าว ที่ชาวบ้านนำมาให้สีลดจำนวนลง นายบุญรวมซึ่งได้รับสืบทอด กิจการโรงสีมาจากบิดา มีความตั้งใจเดิมอยู่แล้วว่า “หากทำแบบเดิม คงไม่พอ เราต้องเปลี่ยนแปลง” ก็เกิดความคิดว่า น่าจะสีข้าวแล้วเอา ข้าวไปขายร้านโชวห่วย เมื่อตกลงใจเช่นนั้นแล้ว จึงได้ดำเนินการรับซื้อ ข้าวจากชาวนาเพื่อนำมาสี ด้วยความที่นายบุญรวมเป็นผู้ที่ชาวนา ในละแวกใกล้เคียงให้ความไว้วางใจ นำข้าวมาฝากไว้โดยยังไม่ขาย ต่อเมื่อได้ราคาที่พอใจจึงจะตกลงขาย บางคนไม่มีรถบรรทุกข้าว นายบุญรวมก็ได้นำรถไปขนข้าวมาให้ ทำให้ในแต่ละปี จะรับซื้อข้าว เปลือกจากชาวนาได้ประมาณปีละ 200-300 ตัน และในแต่ละวัน จะทำการสีประมาณวันละ 20-30 กระสอบ โดยข้าวส่วนใหญ่ที่สีคือ ข้าวเหลืองปะทิว ซึ่งเป็นข้าวนาปี ร้านค้าที่นำข้าวไปส่งคือ ร้านค้าใหญ่เล็กในตลาดเมืองเพชรบุรี รวมทั้ง โรงแรมหลายแห่ง ในเขตอำเภอชะอำ แต่ในเวลาต่อมา เมื่อรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าว โดยพาณิชย์จังหวัดขอให้ทางโรงสี ให้ความร่วมมือ นายบุญรวมจึงต้องเข้าร่วมโครงการ และเนื่องจากการรับจำนำข้าว มีข้อกำหนดให้โรงสีที่รับข้าวมาแล้ว ต้องสีให้เสร็จภายใน 7 วัน ทำให้ต้องเร่งงานด้านสีข้าว จนไม่สามารถนำ ข้าวไปขายตามร้านได้เหมือนเดิม ทำให้ในช่วงนั้น ลูกค้าหลายเจ้าหันไปรับข้าวจากแหล่งอื่นแทน แต่ก็ยังเหลือร้านใหญ่ๆ บางแห่งที่ยังยินดีรับข้าวอยู่ โดยส่งกันครั้งละหลายสิบคันรถ ต่อมาเมื่อ บุตรสาวเรียนจบและขอเข้ามารับช่วงกิจการต่อ ได้ปรารภว่า หากเรายังยึดติดกับเรื่องจำนำข้าว ก็เท่ากับเราอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ ถ้าได้ทำก็ดี แต่ถ้าเขาหยุด เราก็แย่ ดังนั้น เราจึงควรทำข้าว ของเราเอง และพัฒนาให้มีคุณภาพ เมื่อจะต้องมีตราสินค้าของตนเอง นายบุญรวมได้คิด “ตรามงกุฎเพชร” ขึ้น โดยเปรียบเทียบว่า “ข้าว” เป็นของที่มีค่า เป็นของสูงเช่นเดียวกับ “มงกุฎ” และคำ ว่า “เพชร” ก็มาจากแหล่งผลิตคือจังหวัดเพชรบุรี แม้จะเป็นคำ 3 พยางค์ซึ่งค่อนข้างยาว แต่เป็นคำที่ชอบและตั้งใจที่จะให้เป็นตราสินค้าที่ผลิตแต่สินค้าที่มีคุณภาพ เมื่อได้ตราสินค้าแล้ว โรงสีทวีรวมมิตรได้พยายามพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยการทำมาตรฐาน GMP และ HACCP ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อยเลยสำหรับกิจการขนาดเล็ก ที่ดำเนินกิจการแบบ ครอบครัวมานานกว่าห้าสิบปี เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจและแจ้งว่าตรวจไม่ผ่าน นายบุญรวมได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะผ่าน ขอให้บอกมาเลย “ตรวจครั้งนี้ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ตรงไหน ที่ยังไม่ดี ผมจะทำให้ดี ผมมีความตั้งใจว่าจะต้องทำให้ผ่านให้ได้” ซึ่งนายบุญรวมก็ได้ดูแลกำกับการเตรียมการต่างๆ ของพนักงานโรงสีด้วยตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เห็นความตั้งใจ และสามารถ ผ่านการรับรองมาตรฐานได้ในที่สุด

Certificates